พัฒนาการ วัยประถมต้น

Spread the love

เด็กวัยประถมศึกษาตอนต้น (6-9 ขวบ)

นับเป็นวัยที่มีความสุข มีความพึงพอใจเกี่ยวกับวัยของตน เป็นวัยที่ใช้เวลาส่วนมากอยู่กับเพื่อน เด็กจึงเลียนแบบพฤติกรรมต่างๆจากเพื่อน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนและการมีเพื่อนสนิทจึงเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเด็กวัยนี้ ในขณะที่เด็กบางคนอาจจะมีปัญหาไม่มีเพื่อน หรือเพื่อนไม่ยอมรับ นอกจากนี้ เด็ก วัยประถมต้น เป็นวัยที่รู้จักเหตุและผล มีความคิดเป็นของตัวเอง สามารถแก้ไขปัญหา พร้อมที่จะเรียนรู้ระเบียบวินัย เริ่มเรียนรู้ที่จะให้ความร่วมมือ รู้จักให้และรับ ดังนั้น การสอนให้เด็กวัยนี้รู้จักกับทุกอารมณ์ความรู้สึกที่ผ่านเข้ามา และช่วยให้เด็กสามารถแสดงออกที่เหมาะสม ด้วยการฝึกฝนแนะนำ ให้คำชมเมื่อเด็กทำได้ดี และแก้ไข ชักจูง แนะนำเมื่อเด็กทำไม่เหมาะสม ส่งเสริมให้เด็กรู้ จักควบคุมอารมณ์และมีการปรับตัวที่ถูกต้อง จะเป็นการสร้างเสริมความฉลาดทางอารมณ์ที่เรารู้จักกันดีในนามของอีคิว ซึ่งเป็นทักษะหรือศิลปะการใช้ชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข

 

 

การเลี้ยงลูกวัยประถมต้นให้มีจิตใจร่าเริง มุ่งมั่นในการทำดีเพื่อส่วนรวม รักใคร่สามัคคี และมีความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ของพ่อแม่และมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของเด็กในทุกด้าน สิ่งที่พ่อแม่ควรพิจารณาในการเลี้ยงลูก เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จด้านอารมณ์และจิตใจ มีแนวทางดังนี้

  • ฝึกทักษะต่างๆที่สำคัญในการดำรงชีวิต ให้แก่ลูก ได้แก่ ทักษะพื้นฐานในกิจวัตรประจำวัน เช่น การช่วยเหลือตัว เอง การทำอาหาร ทำงานบ้าน การดูแลทรัพย์สินของตัวเองและส่วนรวม ทักษะในการเข้าสังคม เช่น การควบคุมอารมณ์ การปรับตัวและการแสดงออกที่เหมาะสม การเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น ความมีน้ำใจ ช่วยเหลือดูแลผู้อื่น ด้านระเบียบวินัย ควรให้ลูกมีส่วนร่วมสร้างกติกากับตนเอง เพราะจะเป็นการฝึกให้ลูกเป็นตัวของตัวเอง มีระเบียบวินัยจากภายใน ซึ่งจะเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตต่อไป หลังจากนี้พ่อแม่จะเหนื่อยน้อยลง ไม่ต้องไปสร้างระเบียบวินัยจากภายนอก
  • ฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเองและรับผิดชอบในเรื่องส่วนตัว พอขึ้นชั้นประถม สภาพแวดล้อมใหม่และใหญ่กว่าเดิม เพื่อนใหม่ที่ยังไม่รู้จักรู้ใจ คุณครูแปลกหน้า ที่เอาจริงกับการสอน กฎระเบียบใหม่ ตารางสอน กำหนดเวลา ข้อห้าม การถูกจำกัดขอบเขต ให้นั่งอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง ไปจนถึงกิจวัตรประจำวัน ที่ต้องกลับบ้านช้ากว่าเดิม ต้องจัดสรรเวลาสำหรับทำการบ้าน จัดตารางสอน ฯลฯ จึงส่งผลต่ออารมณ์ของเด็ก ที่อาจเครียดหรือวิตกกังวลได้
  • ฝึกบริหารเวลา ให้อยู่ในกติกา และฝึกทักษะการแก้ปัญหาง่ายๆ ทำให้ลูกเกิดความภูมิใจในตนเอง
  • สร้างกิจกรรมที่เด็กสามารถช่วยเหลืองานส่วนรวม เช่น งานบ้าน จัดโต๊ะอาหาร กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างถ้วยชาม เก็บโต๊ะกินข้าว รวมถึงงานส่วนรวมในห้องเรียน นอกจากจะพัฒนาความรับผิดชอบ ความช่างสังเกต ความละเอียดรอบคอบแล้ว ยังฝึกความมีน้ำใจเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่น การที่ทำงานร่วมกับผู้ใหญ่ เด็กจะซึมซับการกระทำ วิธีคิด ค่านิยม ทัศนคติ และเป็นการถ่ายทอดเทคนิคได้โดยไม่รู้ตัว
  • พ่อแม่สอนลูกด้วยความรักและเข้าใจกัน สนใจฟังลูก ชื่นชมให้กำลังใจ เข้าใจธรรมชาติของลูก พร้อมทั้งฝึกทักษะต่างๆที่สำคัญในการดำรงชีวิตให้กับลูก ทั้งทักษะพื้นฐานในกิจวัตรประจำวัน ทักษะในการเข้าสังคม และทักษะด้านความปลอดภัย
  • สร้างบรรยากาศในบ้าน เป็นแบบสบายๆ พูดคุยกันในแง่ดีเสมอ ลูกรู้ว่าพ่อแม่ยอมรับฟังความคิดเห็น มีการพูดกันชัด เจน และทำตามได้
  • พ่อแม่ให้ความสำคัญกับความตั้งใจ ความอดทน และความรับผิดชอบของลูก แสดงชัดเจนว่า ความผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งในการเรียนรู้ ให้โอกาสลูกคิด เลือก และหัดตัดสินใจ ขณะเดียวกันลูกมีความอดทนและเรียนรู้ที่จะรอคอย
  • ลูกมีความภูมิใจที่มีพ่อแม่ที่เข้าใจ รักและให้กำลังใจ ให้เวลากับลูก รับรู้ว่าพ่อแม่รักและเชื่อมั่นในความสามารถของลูก ลูกได้ฝึกฝน ควบคุมอารมณ์ รู้จักตัวเอง มองเห็นความสามารถในตัวเอง สามารถเรียนรู้และพัฒนาความสามารถด้านต่างๆตลอดเวลา ลูกมีบุคลิกภาพที่ดี มีความภูมิใจในตัวเอง รู้สึกดีต่อตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง ขณะเดียวกันมองเห็นจุด อ่อนจุดแข็งในตัว รวมทั้งฝึกฝนตัวเองเป็น

โรงเรียนมีอิทธิพลต่อพัฒนาการทุกด้านของเด็กประถม โรงเรียนที่มีคุณภาพในการพัฒนาเด็ก จะประกอบด้วยครูที่มีภาวะผู้นำ อบอุ่น เป็นกันเอง ยุติธรรม แต่ชัดเจนในกฎเกณฑ์ ไม่มีลักษณะเข้มงวดกดขี่ มีความสามารถในการคิด ตัดสินใจ มองการณ์ไกล และมีความเชื่อมั่นในความสามารถในตัวเด็ก และตรวจสอบความก้าวหน้าของเด็กสม่ำเสมอ นอกเหนือจากด้านการเรียน เด็กควรได้รับการฝึกฝนการเล่น การอยู่รวมกับเพื่อนและครู งานศิลปะ คนตรี ฯลฯ ความสามารถเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการได้รับการยอมรับจากครูและเพื่อน เป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้เด็กเห็นคุณค่าในตนเอง

ครูควรประสานความเข้าใจในทิศทางพัฒนาเด็กวัยเรียนระหว่างบ้านและโรงเรียน แลกเปลี่ยนข้อมูลพฤติกรรมของเด็กระหว่างอยู่ที่บ้านกับโรงเรียน เพื่อพ่อแม่และครูเกิดความเข้าใจที่ตรงกัน จะได้ส่งเสริมการเรียนของลูกได้อย่างถูกต้องและปรับการเลี้ยงดูที่เหมาะสม มีระบบคัดกรองเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมหรืออารมณ์ และมีทีมนักจิตวิทยาโรงเรียนประเมินผล หาสาเหตุ ส่งต่อ ติดตามผลการให้ความช่วยเหลือ จะช่วยทำให้โรงเรียนสามารถพัฒนาเด็กได้เพิ่มขึ้น

ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เสริมสร้างลักษณะที่สำคัญของการเป็นนักเรียนรู้ ให้เกิดในตัวเด็ก ตั้งใจฝึกฝนเด็กและเป็นต้นแบบที่ดีให้กับเด็ก ครูอธิบายสิ่งที่ให้เด็กทำชัดเจน บอกถึงผลที่ได้รับเมื่อเด็กไม่ทำชัดเจนเช่นเดียวกัน ฝึกผ่านการทำ งาน จากงานที่ง่ายไปสู่งานที่ยาก ฝึกผ่านกิจวัตรประจำวัน ทั้งงานส่วนตัวและส่วนรวม ฝึกหัดให้ทำสิ่งต่างๆ ทั้งที่ชอบและไม่ชอบ ให้โอกาสหัดทำ ให้ซ้ำๆ บ่อยๆ จนชำนาญและคล่อง ชื่นชมเมื่อทำได้ ให้กำลังใจ ชี้แนะ สนับสนุนให้ทำต่อไป ฝึก ฝนสม่ำเสมอ เมื่อทำได้ไม่ดีหรือทำยังไม่ได้ และให้เวลาจนเด็กสามารถทำงานนั้นสำเร็จลุล่วงได้ ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็น มีความอดทนและรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา มองโลกในแง่ดี เป็นตัวของตัวเอง มีนิสัยที่ทำอะไรจนสำเร็จ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นลักษณะที่สำคัญของการเป็นนักเรียนรู้ เมื่อเด็กวัยประถมต้นสามารถปรับตัวในทางที่ถูกต้องเหมาะสม สามารถใช้ชีวิตในวัยเด็กอย่างมีความสุข จะทำให้เด็กพัฒนาความมั่นใจในตนเองและนำไปสู่ภาพลักษณ์แห่งตนในที่สุด ซึ่งจะเป็นรากฐานที่ดี ที่จะให้เด็กมีการพัฒนาไปสู่วัยรุ่นด้วยดีต่อไป

 

ขอบคุณข้อมูลจาก taamkru.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *